เรียบเรียงโดย: กายแดง

สานิต: สงครามอินโดจีน

ในปี พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940) ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่ฝรั่งเศสยังคงครองอาณานิคมในอินโดจีน แม้จะเสียเมืองแม่ในยุโรปให้แก่เยอรมนี ไทยได้เริ่มทวงถามดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงที่เคยเสียไป ขณะที่ฝรั่งเศสก็พยายามข่มขู่และแสดงแสนยานุภาพทางอากาศเพื่อสกัดการเคลื่อนไหวของไทย

 

ในเช้าวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483 เรืออากาศตรี ศานิต นวลมณี นักบินหนุ่มชาวอุดรธานี ซึ่งประจำการอยู่ที่สนามบินหนองขอนกว้าง (สนามบินอุดรธานีในปัจจุบัน) ได้รับคำสั่งให้นำเครื่องบินคอร์แซร์ (Corsair) แบบที่ไทยผลิตเอง ขึ้นบินสกัดหลังเครื่องบินตรวจการณ์ฝรั่งเศสรุกล้ำเข้ามาเหนือน่านฟ้าประเทศไทย โดยมีจ่าอากาศโทประยูร สุกุมลจันทร์ ทำหน้าที่พลปืนหลัง

 

ระหว่างขึ้นบิน ทั้งสามถูกโจมตีโดยเครื่องบินของฝรั่งเศสอีก 5 ลำที่ตามสมทบ พลปืนประยูรสามารถยิงเครื่องบินศัตรูตกได้ 1 ลำ ก่อนกระสุนหมด ขณะเดียวกัน พันจ่าอากาศเอกทองใบ พันธุ์สบาย และจ่าอากาศเอกนาม พุ่มรุ่งเรือง ได้บินเครื่องฮอว์ก 3 (Hawk III) อีก 2 ลำ เข้าช่วยเหลือ เครื่องบินทั้ง 3 ลำ ลงจอดได้อย่างปลอดภัย ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพอากาศไทยสามารถตอบโต้และป้องกันน่านฟ้าได้สำเร็จ

ศานิตและสหายได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญและเลื่อนยศตามลำดับ แต่ภารกิจยังไม่จบเพียงเท่านี้

สานิต: เกียรติเหนือน่านฟ้า

8 ธันวาคม 2483 ศานิตได้รับภารกิจใหม่ ให้โจมตีสนามบินเวียงจันทน์เพื่อตอบโต้การรุกรานของฝรั่งเศส แม้สนามบินดังกล่าวจะถูกป้องกันด้วยปืนกลหลายตำแหน่ง แต่ศานิตก็บินเข้าโจมตีในความสูงเพียง 200 เมตร ระเบิดที่ปล่อยสร้างความเสียหายได้อย่างแม่นยำ แต่เครื่องบินถูกยิงทะลุถึง 20 จุด ปีกซ้ายขาดเกือบหมด โชคดีที่สามารถนำเครื่องกลับมาลงจอดยังสนามบินได้

 

ปฏิบัติการสุดท้ายของศานิตเกิดขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม 2483 ระหว่างปฏิบัติการตอบโต้ฝรั่งเศสอีกครั้ง เครื่องบินศานิตถูกยิงเข้าที่ถังน้ำมันจนเกิดไฟลุกไหม้ทั้งลำ ศานิตถูกไฟลวกและกระสุนเจาะเข้าที่หัวเข่า ขณะที่พลปืนหลัง จ่าอากาศเอกเฉลิม ดำสัมฤทธิ์ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ศานิตยังพยายามประคองเครื่องบินข้ามแม่น้ำโขงกลับมายังฝั่งไทย ก่อนกระโดดร่มลงหนองน้ำในอำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2483 ขณะมีอายุเพียง 23 ปี

ภายหลัง ศานิตได้รับพระราชทานยศเป็นนาวาอากาศตรีและได้เหรียญกล้าหาญดุษฎีมาลา ชื่อของศานิตถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในฐานะผู้เสียสละชีวิต

เฉลิมเกียรติ: สงครามเอเชียบูรพา

วันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) เฉลิมเกียรติเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเหนือน่านฟ้าบริเวณบ้านยางและบ้านกูบ กัมพูชาของฝรั่งเศส โดยพบเครื่องบินฝรั่งเศส 4 ลำ ได้แก่ เครื่องบินทิ้งระเบิดปีก 2 ชั้นแบบโปเตซ 25 (Potez 25) จำนวน 1 ลำ และเครื่องบินขับไล่โมแรน (Morane) อีก 3 ลำ

 

เฉลิมเกียรติขับเครื่องบินฮอว์ก 2 (Hawk II) เข้าต่อสู้ทันทีโดยไม่รีรอ แม้จะเผชิญกับเครื่องบินข้าศึกถึง 4 ลำ แต่ก็ยังพยายามเข้าจู่โจมอย่างต่อเนื่องจนสามารถยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดตกลงได้สำเร็จ จากบันทึกของนิตยสารการบินและคำกล่าวของรองผู้บังคับฝูงบิน

 

เฉลิมเกียรติได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญในปี 2484 และได้รับพระราชทานช่อชัยพฤกษ์ประดับแพรแถบบนเหรียญกล้าหาญอีกครั้งในปี 2488 (1945) จากการนำเครื่องบินขึ้นสกัดเครื่องบินสัมพันธมิตรในยุทธการเหนือนครลำปางในช่วงสงครามเอเชียบูรพา

 

ภายหลังเฉลิมเกียรติรับราชการจนอำลาตำแหน่งด้วยยศสูงสุดในกองทัพอากาศไทย คือ จอมพลอากาศ

วีรกรรมของศานิต นวลมณีและเฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร เป็นเพียงบางส่วนของเหล่าวีรบุรุษที่ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทย ยังมีทหาร ตำรวจ และพลเรือนอีกมากมายที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญ แม้ชื่อของบางท่านอาจไม่ถูกรู้จักในวงกว้าง แต่ความเสียสละของพวกท่านคือรากฐานที่ทำให้ประเทศไทยดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีจนทุกวันนี้

 

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติการพัฒนาเครื่องบินของไทยในยุคสงครามได้ที่นี่

อ้างอิง